Flash memory – แผ่นจิ๋วแห่งความจำ

ไปหน้าแรก | สารบัญ | Laploy.comระเบียนบทความ | บทความจากลาภลอย

Flash memory – แผ่นจิ๋วแห่งความจำ

การ์ดความจำจิ๋วขนาดเล็บนิ้วมือนี้มีความเป็นมาอย่างไร และจะมีอนาคตเป็นอย่างไร อะไรคือ NAND อะไรคือ NOR การ์ดแบบ  SD ต่างจาก MMC อย่างไร มันจะมาแทนที่ฮาร์ดดิสก์ได้หรือไม่

ผู้เขียน : ลาภลอย วานิชอักูร      จาก : นิตยสาร WinMag

 

 กรอบรูปแขวนผนังแสดงภาพเคลื่อนไหว (เหมือนในนิยายแฮรี่พ็อตเตอร์)  โน้ตบุ๊คที่ไม่มีฮาร์ดดิสก์ คอมพิวเตอร์มือถือที่มีหน่วยความจำมหาศาล เครื่องความจำสำรองขนาดใหญ่ที่เย็น เงียบ และทำงานรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นความจริงอยู่รอบๆ ตัวของเราเรียบร้อยแล้ว

บทความนี้ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากท่าน บก. อานันทยุทธ ให้ไปตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบแฟลชมาเขียนรับใช้ผู้อ่าน เพราะหน่วยความจำแฟลชขณะนี้มีฟอร์แมตต่างๆ หลากหลายจนน่าสับสน หากนำข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอ น่าจะเป็นประโยชน์ตามสมควร

 

ในบทความนี้ผู้เขียนจะเล่าความเป็นมาของหน่วยความจำแฟลช (Flash memory) รูปแบบต่างๆ ของการ์ดหน่วยความจำจิ๋วที่ทำจากแฟลช เช่น CompactFlash, SD, MMC, Memory Stick ฯลฯ หลักการทำงานและ ข้อจำกัดของหน่วยความจำชนิดนี้ ความแตกต่างของแฟลชแบบ NOR และ NAND สิ่งควรพิจารณาในการเลือกใช้ และสุดท้ายจะพูดถึงแนวโน้มของมันในอนาคต

 

แฟลช ยิ่งเล็กยิ่งดี

หน่วยความจำแบบแฟลช เป็นหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ชนิดที่ข้อมูลไม่หายไปแม้ไม่มีไฟเลี้ยง (non-volatile) สามารถลบและเขียนใหม่ได้โดยกรรมวิธีทางไฟฟ้า (บางทีเรียกว่า EEPROM)เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เป็นหลักในการ์ดหน่วยความจำ USB drive (หรือบางทีเรียกว่า thumb drive และ memory stick) ซึ่งนิยมใช้เพื่อการเก็บข้อมูลทางดิจิตอลทั่วไป หรือใช้เพื่อโอนถ่ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ และใช้ในสินค้าดิจิตอลต่างๆ

ปัจจุบันเราจะพบ หน่วยความจำแฟลช ได้ในสินค้าที่ได้รับความนิยมหลายอย่าง เช่นเครื่องเล่น MP3 กล้องดิจิตอล โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์แบบพกพา (PDA) และเครื่องเล่นเกมแบบพกพา (เพื่อให้เราบันทึกฉากเกมที่เล่นค้างไว้ได้)

สาเหตุที่หน่วยความจำแฟลชถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์พกพาเพราะมันกินไฟน้อยกว่า ทำงานเร็วกว่า และทนแรงกระแทกได้มากกว่าฮาร์ดดิสก์ เมื่อหน่วยความจำแฟลชถูกนำมาบรรจุไว้ในการ์ดหน่วยความจำมันจะทนต่อแรงกดได้ดี ทำงานได้ในอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากๆ และกันน้ำได้พอสมควร  

 

ความเป็นมาของแฟลช

หน่วยความจำแฟลชเป็นสิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้นของ ดร. ฟูจิโอะ มัสซุโอกะ ระหว่างทำงานให้โตชิบาในปีค.ศ. 1984 สาเหตุที่ตั้งชื่อว่า “แฟลช” เพราะเพื่อร่วมงานของ ดร. ฟูจิโอะ ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการลบข้อมูลของมันชวนให้นึกถึงแสงวาบจากกล้องถ่ายรูป ดร. ฟูจิโอะ นำเสนอรายงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ต่อสมาคม IEEE ในปีเดียวกันและได้รับความสนใจจากบริษัท Intel ซึ่งเห็นศักยภาพของสิ่งประดิษฐ์นี้และต่อมาได้นำมาสร้างเป็นสินค้า แฟลชที่วางตลาดครั้งแรกเป็นชนิด NOR ในปีค.ศ.1988

แฟลชแบบ NOR แม้จะเขียนและลบข้อมูลได้ช้า แต่ก็เหมาะที่จะนำมาใช้แทน ROM ในงานที่ไม่ต้องเขียนหรือลบข้อมูลบ่อยเช่น BIOS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และ firmware ของกล่องเคเบิ้ลทีวี แฟลชแบบ NOR ทนการลบและเขียนข้อมูลได้ 10,000 ครั้ง อุปกรณ์ที่มีคอมพิวเตอร์ฝังในตัวรุ่นแรกๆ จะใช้แฟลชแบบ NOR ทั้งนั้น

โตชิบาประกาศตัวแฟลชแบบ NAND ในปี ค.ศ. 1989 มันสามารถลบและเขียนข้อมูลได้รวดเร็วกว่า NOR ชิพมีขนาดเล็กกว่า ความจุสูงกว่าและมีราคาต่ำกว่า NOR แต่มีความทนทานกว่าแฟลชแบบ NOR สิบเท่า ข้อเสียของแฟลชแบบ NAND คือเราไม่สามารถเข้าถึงแต่ละเซลได้โดยตรง ต้องอ่านข้อมูลเป็นบล็อก โดยแต่ละบล็อกปรกติจะมีขนาดหลายร้อยถึงหลายพันบิต จึงไม่เหมาะที่จะใช้แทนที่ ROM เพราะไมโครโปรเซสเซอร์จำเป็นต้องอ่านคำสั่งทีละไบต์

แฟลชแบบ NAND เหมาะจะใช้ทำหน่วยความจำสำรอง ดังนั้นเราจึงเห็นมีบริษัทผู้ผลิตนำแฟลชแบบ NAND มาทำเป็นการ์ดหน่วยความจำแบบต่างๆ โดยเริ่มจาก SmartMedia (SM) ตามด้วย MultiMediaCard (MMC), Secure Digital (SD), Memory Stick และการ์ด xD-Picture ปัจจุบันมีผู้ผลิตนำ NAND มาสร้างหน่วยความจำรูปแบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น RS-MMC, MiniSD, MicroSD และอื่นๆ อีกมาก

 

การ์ดจิ๋วหลากแบบ

แม้จะมีการ์ดหน่วยความจำแฟลชลักษณะต่างๆ จำนวนมาก แต่ก็ไม่ยุ่งยากต่อการใช้งานนัก เพราะหากเราซื้อเครื่องอ่านการ์ดหน่วยความจำแบบอ่านได้หลายชนิด (multi reader) เราจะอ่านหน่วยความจำเหล่านี้ได้เกือบทุกแบบ เช่น SD, MMC, CompactFlash และ Memory Stick คงมีเพียงไม่กี่แบบที่อ่านไม่ได้ เช่นการ์ดขนาดจิ๋วที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ

 

  • CompactFlash : CompactFlash เป็นหน่วยความจำแฟลชรูปแบบเก่าแก่สุดที่ยังคงใช้กันอยู่ สาเหตุที่ยังไม่ตายน่าจะเป็นเพราะมีใช้มากในกล้องถ่ายรูปดิจิตอลระดับมืออาชีพ CompactFlash มีรูปร่างที่โดดเด่นกว่าหน่วยความจำแฟลชแบบอื่นๆ เพราะมันมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อน  CompactFlash แบ่งออกเป็นสองมาตรฐานคือ Type I และ Type II ทั้งสองมาตรฐานมีความกว้างยาวของการ์ดเท่ากันคือ 43×36 มิลลิเมตร สิ่งที่ทำให้ Type II ต่างจาก Type I คือ Type II จะมีความหนากว่า Type I และหลายๆ รุ่นถูกสร้างขึ้นจาก “ไมโครไดร์ฟ” ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ขนาดจิ๋ว ไม่ใช่หน่วยความจำแฟลช
  • Memory Stick : Memory Stick เป็นหน่วยความจำแฟลชที่มีต้นกำเนิดจากบริษัท Sony มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 รุ่นแรกมีขนาด 50×21.5 มิลลิเมตร ความจุ 128MB ต่อมา Sony ประกาศ Memory Stick แบบใหม่ที่มีความจุสูงขึ้น เรียกว่า Memory Stick Pro โดยมีความจุสูงถึง 4GB และมีความเร็วในการทำงานไม่ต่ำกว่า 15MBs และต่อมาได้เปิดตัว Memory Stick Pro Duo เพื่อใช้ในโทรศัพท์มือถือ (ยี่ห้อ Sony-Ericsson) และเครื่องเล่นเกม PlayStation รุ่นพกพา และเมื่อไม่นานมานี้ Sony ได้ประกาศตัว Memory Stick แบบใหม่ที่มีขนาดเล็กลงไปอีก คือมีขนาดเพียง 15×12.5×1.2 มิลลิเมตร สามารถทำงานได้โดยใช้ไฟเลี้ยงเพียง 3.3 หรือ 1.8โวลต์

 

เล็ก เล็กกว่า เล็กที่สุด

หากท่านเดินชมสินค้าในห้างจำหน่ายสินค้าไอที ท่านจะพบว่ามีหน่วยความจำแฟลชรูปแบบต่างๆ มากมาย อาทิ SD, MMC, RS-MMS, MMC Micro, miniSD และ MicroSD ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าการ์ดเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร

SD ย่อจาก Secure Digital เป็นหน่วยความจำแฟลชชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยพัฒนามาจาก MMC หรือ MultiMedia Card ที่เริ่มมีใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 โดยขนาดของ MMC คือ 24x32x1.5 มิลลิเมตร ส่วน SD จะมีขนาด 32x24x2.1 มิลิเมตร แม้จะมีขนาดแตกต่างกันแต่โครงสร้างการทำงานเหมือนกัน ทำให้อุปกรณ์ที่สนับสนุน SD จะสามารถอ่านเขียน MMC ได้ด้วย

บริษัทที่ใช้ SD และ MMC เป็นหลักได้แก่ โกดัก แคนนอน และซัมซุง โดยใช้ในกล้องดิจิตอล PDA และอุปกรณ์มัลติมีเดียแบบพกพา โดยทั่วไปแล้ว SD จะมีความจุไม่เกิน 2GB แต่ก็มี SD แบบพิเศษที่มีความจุ 4GB หรือมากว่า เช่น SDHC ซึ่งมีขนาดและรูปร่างเหมือนกับ SD แต่มีความจุ 4GB อย่างเช่น SDHC ยี่ห้อ Sandisk

มี MMC รุ่นพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า MMC ธรรมดาครึ่งหนึ่ง เรียกว่า RS-MMC (Reduce size MMC) ซึ่งมีขนาดเพียง 24x16x1.5 มิลลิเมตร

ราวกับต้องการแกล้งให้ผู้ซื้อสับสนยิ่งขึ้นอีก ผู้ผลิตจึงนำเสนอ SD แบบใหม่อีกหลายแบบ เช่น MiniSD ซึ่งมีขนาด 20×21.5×1.4 มิลลิเมตร และยังมีแบบที่มีขนาดเล็กไปกว่านั้นอีกเรียกว่า MicroSD ซึ่งเล็กกว่าเท่าตัว คือมีขนาดหดเหลือเพียงแค่ 11x15x1 มิลลิเมตร MicroSD ส่วนใหญ่จะถูกผลิตขายโดยบริษัท ScanDisc ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า TransFlash (ทรานส์แฟลช)

 

 ไดร์ฟขนาดนิ้วมือ

การประยุกต์ใช้งานหน่วยความจำแฟลชที่เราพบเห็นบ่อยที่สุดคือ Thumb drive หรือ USB drive เป็นอุปกรณ์หน่วยความจำที่ถูกสร้างจากชิพคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วและหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND ผนึกรวมกันไว้ในแท่งพลาสติกเล็กๆ มีหัวเสียบ USB เพื่อให้สามารถใช้งานกับ PC และอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีขั้วต่อ USB ได้ทันที  โดย Thumb drive รุ่นเก่าๆ ถูกออกแบบมาให้ทำงานกับ USB รุ่น 1.1 ขณะที่ Thumb drive รุ่นใหม่ๆ ถูกออกแบบให้ทำงานได้กับ USB รุ่น 2.0 ซึ่งเร็วกว่า

Thumb drive มีหลายขนาดหลายราคา เริ่มตั้งแต่แบบมีความจุไม่กี่เม็กกะไบต์ ไปจนถึง 8GB และนานวันก็เริ่มมีความจุต่อราคาลดลงเรื่อย ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ Thumb drive ขนาด 1GB ราคาลดเหลือประมาณ 400 บาท คาดว่าอีกไม่นานเราคงได้ใช้ Thumb drive ขนาด 32GB ที่มีราคาไม่ถึงพันบาท

 

NAND กับ NOR ต่างกันอย่างไร

นับวันอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ประเภทที่มีคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ภาย ในจะมีหน่วยความจำแบบแฟลชปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราควรใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ NAND กับอุปกรณ์ประเภทใด  หรือใช้ NOR กับอุปกรณ์ประเภทใดจึงจะเหมาะสม แฟลชสองแบบนี้แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โดยธรรมเนียมปฏิบัติเราจะใช้ NOR เพื่อเก็บคำสั่งที่มีจำนวนไม่มากนักของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ NOR เหมาะกับงานลักษณะนี้เพราะทำงานเร็ว และสามารถเข้าถึงข้อมูลทีละบิตได้ เราจึงมักเห็น NOR ถูกนำมาใช้ทำหน้าที่เป็น firmware ใช้ทำเป็นคำสั่งบู๊ตระบบปฏิบัติการ และใช้เก็บข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

NAND มักถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณมากๆ เช่นทำเป็น USB Thumb drive หน่วยความจำในกล้องดิจิตอลและเครื่องเล่น MP3 เนื่องจากมีราคาต่ำกว่า ความจุสูงกว่า เขียนและลบข้อมูลได้เร็วกว่า มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวกว่า NAND จึงเหมาะกับการนำมาใช้ในงานที่ต้องอ่านเขียนข้อมูลปริมาณมากๆ เป็นข้อมูลแบบเรียงต่อเนื่องกัน หรือไฟล์ใหญ่ๆ ที่ต้องถูกโหลดจากหน่วยความจำอย่างรวดเร็วและถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ

การเลือกว่าจะใช้ NAND หรือ NOR บางครั้งก็ไม่ง่ายนัก เพราะอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ทีมีคอมพิวเตอร์ฝังภายในรุ่นใหม่ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการหน่วยความจำปริมาณมากๆ ซึ่งเหมาจะใช้ NAND แต่ในขณะเดียวกันอุปกรณ์เหล่านั้นก็มีตัวประมวลผลความเร็วสูง ซึ่งต้องการหน่วยความจำสำหรับเก็บคำสั่งจำนวยมาก (เพราะทำงานกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ที่ใช้หน่วยความจำมากขึ้น) ยกตัวอย่างเช่น PDA รุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งหน่วยความจำเก็บคำสั่ง และหน่วยความจำเก็บข้อมูลปริมาณมาก ดังนั้นอุปกรณ์ลักษณะนี้จึงมักมีทั้ง NAND และ NOR ในเครื่องเดียวกัน

ทั้ง NAND และ NOR มีข้อดีข้อเสียงที่แตกต่างกัน NOR มีข้อดีที่อ่านข้อมูลที่มีอยู่ได้รวดเร็ว แต่มีข้อเสียที่ลบและเขียนข้อมูลใหม่ได้ช้า ขณะที่ NAND มีข้อดีที่ลบและเขียนข้อมูลใหม่ได้เร็วกว่า แต่การเข้าถึงข้อมูลแต่ละไบต์แบบไม่เรียงตามลำดับ (random access) ทำได้ช้ากว่า และ NAND มีแนวโน้มที่จะมีความผิดพลาดในระดับบิตสูงกว่า ทำให้ต้องมีฮาร์ดแวร์หรือซอฟท์แวร์เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังความผิดพลาด

 

หลักการทำงานของแฟลช

หน่วยความจำแบบแฟลชเก็บข้อมูลไว้ในแถวของทรานซิสเตอร์แบบ floating-gate ที่เรียกว่า “เซล” โดยภายในหนึ่งเซลสามารถเก็บข้อมูลได้หนึ่งบิต หน่วยความจำแฟลช รุ่นใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เรียกว่า “เซลหลายระดับ” (multi-level cell หรือ MLC) ทำให้เก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งบิตภายในเซลเดียว

การผลิตแฟลชแบบ NOR ทำได้โดยนำทรานซิสเตอร์แบบมอสเฟต (MOSFET) มาใช้สร้างเซล แต่เป็นมอสเฟตพิเศษที่มีขาเกตสองขา (ปรกติทรานซิสเตอร์แบบมอสเฟตจะมีขาเกตเพียงขาเดียว) เกตบนเรียกว่าเกตควบคุม (control gate ต่อไปจะเรียกว่า CG) ซึ่งเหมือนกับทรานซิสเตอร์แบบมอสทั่วไป และมีเกตล่าง เรียกว่าเกตลอยหรือ floating-gate (ต่อไปจะเรียกย่อว่า FG) เกตทั้งสองถูกแยกไว้ไว้ด้วยชั้นบางๆ ของออกไซด์

 

ด้วยเหตุที่ FG และ CG ถูกแยกกันไว้ด้วยชั้นบางๆ จึงมีผลให้ประจุอิเล็กตรอนถูกกักไว้ในบริเวณนั้นได้นานหลายปี หากไม่ถูกป้อนไฟฟ้า เซลของ NOR จะมีตรรกะเป็นจริง (ตรงกับเลข 1 ในระบบเลขฐานสอง) วิธีโปรแกรมให้เซลกลายเป็นศูนย์ทำได้โดยใช้กรรมวิธีต่อไปนี้

 

  • ป้อนไฟฟ้าไปยัง CG
  • อิเล็กตรอนจะไหลระหว่างขาซอร์สและขาเดรน
  • แรงดันที่ขา CG จะเพิ่มขึ้นจนเกิดสนามไฟฟ้าที่แรงมากพอจะกักอิเล็กตรอนไว้ในช่องว่างได้ กระบวนการนี้เรียกว่า “การฉีดอิเล็กตรอนร้อน” (hot-electron injection)

หน่วยความจำแฟลชแบบ NOR มีสองแบบ แบบแรกมีราคาถูก เรียกว่า Single Level Cell เหมาะใช้ในอุปกรณ์ที่มีความจุไม่มากนัก คือประมาณ 16 ถึง 128MB และแบบ Multi Level Cell ที่มีราคาแพงกว่า เหมาะใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการความจุระหว่าง 256MB ถึง 1GB เราอาจพบหน่วยความจำแฟลชแบบ NOR ได้ในอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น BIOS, PDA, เครื่องพิมพ์, เราเตอร์ และแลนสวิทช์

ส่วนหน่วยความจำแฟลชแบบ NAND เรามักพบในอุปกรณ์พกพาที่มีตัวเชื่อมต่อแบบ USB เช่น USB แฟลชไดร์ฟและการ์ดหน่วยความจำในท้องตลาดจะเป็นแฟลชแบบ  NAND เสียเป็นส่วนใหญ่

 

ข้อจำกัดของแฟลช

ข้อจำกัดของหน่วยความจำแฟลช (ทั้งแบบ NOR และ NAND) คือ แม้เราจะสามารถอ่านและเขียนบิตใดๆ ของมันก็ได้ แต่เวลาลบข้อมูล เราจะต้องลบพร้อมกันหมดทั้งบล็อก (คือต้องเซตบิตให้มีค่าเป็นหนึ่งทั้งหมด) เมื่อต้องการโปรแกรมหรือเขียนข้อมูล ก็ทำได้โดยเซตบิตที่ต้องการให้เป็นศูนย์ เมื่อบิตกลายเป็นศูนย์แล้ว เราจะเซตบิตใดๆ บิตเดียวกลับให้เป็นหนึ่งไม่ได้ ต้องลบข้อมูลพร้อมกันหมดทั้งบล็อก

ข้อจำกัดอีกอย่างของหน่วยความจำแฟลชคือมีอายุใช้งานที่จำกัด โดยสามารถลบและโปรแกรมได้เพียงหนึ่งล้านครั้งเท่านั้น เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วจะมีระยะการใช้งานประมาณ 51 ปี

 

 

อนาคตของแฟลช

“ปัจจุบันเรามีฮาร์ดดิสก์สองแบบ แบบแรกคือที่พังแล้ว แบบที่สองคือที่กำลังจะพัง” นี่คือคำกล่าวของ Kohut ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของ Lenovo “ภายในห้าปีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะวิ่งระบบปฏิบัติการในหน่วยความจำแฟลช” ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหน่วยความจำแฟลชจะถูกนำมาใช้แทนที่ฮาร์ดดิสก์เพราะมีข้อดีกว่าหลายอย่าง เช่นไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว จึงทำงานเงียบกว่า มีความร้อนน้อยกว่า ทนทานกว่า มีความเชื่อถือได้สูงกว่า ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า และมีความเร็วสูงกว่า

ในปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ที่ใช้หน่วยความจำแฟลชแทนฮาร์ดดิสก์เริ่มปรากฏให้เห็น เช่นคอมพิวเตอร์ PC รุ่น Q30-SSD ของซัมซุงใช้หน่วยความจำแฟลชแบบ SSD ความจุ 32 GB  และคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กในโครงการ OLPC ก็ไม่มีฮาร์ดดิสก์เพราะใช้หน่วยความจำแฟลชเช่นกัน แต่คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่ยังคงใช้ฮาร์ดดิสก์เหมือนเดิม สาเหตุที่ฮาร์ดดิสก์ยังไม่ล้มหายตายจากไปในตอนนี้คือราคาที่ตำกว่ามาก เมื่อคำนวณราคาต่อความจุแล้ว หน่วยความจำแฟลชมีราคาแพงกว่าฮาร์ดดิสก์หลายเท่า

 

เมื่อดูจากแนวโน้มในขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภายในห้าปี ราคาของหน่วยความจำแฟลชจะใกล้เคียงกับฮาร์ดดิสก์ “ภายในปีหน้าคุณจะเห็นฮาร์ดดิสก์ที่ทำจากแฟลช มีความจุ 60GB แต่มีราคาเพียงสองในสามของตอนนี้” Kohut กล่าว แม้ปัจจุบันจะมีการ์ดหน่วยความจำแฟลชหลายชนิดจนผู้ใช้สับสนแล้ว แต่แน่นอนว่าบริษัทผู้ผลิตจะยังคงนำเสนอเทคโนโลยีแฟลชแบบใหม่ๆ ตามออกมาอีกเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

ความเห็น

  • Nuchit  On ธันวาคม 21, 2007 at 4:33 pm

    ได้ความรู้ดีมากมาก ขอบคุณครับ

  • Unknown  On กันยายน 16, 2008 at 10:55 am

    To the global wow gold the cheapest wow power leveling under the cheapest single-site! -10570691059397

  • สุชาติ  On กุมภาพันธ์ 3, 2009 at 12:02 pm

    อยากได้การทำงานของ แฟรช อย่างเป็นขั้นตอน และรายละเอียดครับ

  • Nattapon  On พฤศจิกายน 25, 2009 at 7:08 pm

    ความรู้ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: