Monthly Archives: มกราคม 2008

มาทำลายคอมพิวเตอร์กันเถอะ

ไปหน้าแรก | สารบัญ | Laploy.comระเบียนบทความ | บทความจากลาภลอย

มาทำลายคอมพิวเตอร์กันเถอะ!!

 

ขั้นตอนง่ายๆ และประหยัด ที่คุณก็ทำเองได้ เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณมีประสิทธิภาพต่ำกว่าศูนย์

เขียนโดย ลาภลอย วานิชอังกูร    บทความจากนิตยสาร ComToday

 

ความสุขของคุณคือการเห็นคอมพิวเตอร์ชำรุด – การได้แบกคอมฯ ไปซ่อมที่ร้าน – การได้จ่ายเงินค่าซ่อมให้ช่าง เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่? ถ้าใช่! โปรดอ่านบทความนี้ เพราะผู้เขียนจะแนะนำเคล็ดลับต่างๆ เพื่อให้คุณสมหวังได้ไม่ยาก!

อย่ายอมให้ใครมาบอกว่าคุณไม่มีสิทธิ เจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกคนล้วนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง แน่ละ เราอาจะเห็นคนส่วนมากหมกมุ่นอยู่กับการบำรุงรักษาเครื่องให้ใช้งานได้ดี รักษาระดับความร้อนให้ไม่สูงเกินไป หาทางยืดอายุการใช้งาน ปรับแต่งระบบปฏิบัติการให้ทำงานลื่น ฯลฯ ผมขอบอกว่าการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้คอมพิวเตอร์ได้ใจ!

คุณเคยดูเรื่อง A.I. หรือไม่? (ภาพยนตร์ปีค.ศ. 2001 กำกับโดยสตีเวน สปิลเบิร์ก) ในภาพยนตร์เรื่องนั้น เมื่อประชากรหุ่นยนต์มีมากเกินไป เค้ายังต้องจัดงาน “เฟรชแฟร์” (Flesh Fair) ลากหุ่นยนต์ออกมาทำลายเล่น เพื่อสะใจและเป็นการควบคุมประชากรหุ่นไปด้วยในตัว แน่ละ! ทั้งคุณและผมย่อมมีสิทธิที่จะได้ลิ้มรสความสุขใจเช่นนั้นบ้าง!

ในบทความนี้ผมจะสอนวิธีทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบ เป็นหลักสากลที่นิยมใช้กันทัวโลก หากคุณอ่านและทำตามทุกขั้นตอน เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว คุณจะพบว่าเครื่องพีซีของคุณไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป ถ้าคุณทำตามขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์ของคุณจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ชำรุดมากเสียจนเมื่อนำไปส่งร้านซ่อม ช่างซ่อมอาจถึงกับต้องขวัญบิน

 

(คำเตือน : บทความนี้เป็นเรื่องของการใช้กำลังและความรุนแรง มีเนื้อหาไม่เหมาะต่อเยาวชนอายุต่ำกว่า 13 ปี ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ)

 

เริงร่ารอบตู้เคส

บันไดขั้นแรกที่จะนำเราไปสู่ความสุขอยู่ที่การได้เปิดฝาเครื่องคอมพิวเตอร์ ตู้คอมพิวเตอร์หรือที่ช่างชอบเรียกว่า “ตู้เคส” (computer case) นั้นจะมีฝาปิดไว้ทางซ้ายและทางขวา ฝานี้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ภายในได้รับเสียหาย ผู้ที่ไม่ใช่ช่างซึ่งไม่มีหน้าที่บำรุงรักษาไม่ควรจะเปิดฝานี้ออก เมื่อรู้ดังนี้แล้วจะรอช้าอยู่ใย? ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลย!

  1. เดินอ้อมไปหลังโต๊ะคอมพิวเตอร์เพื่อพิจารณาด้านหลังของเคสคอมพิวเตอร์
  2. กวาดสายตาดูรอบๆ คุณจะเห็นว่าฝาเคสคอมพิวเตอร์ของเรามันช่างมีนอตเยอะเสียจริงๆ นอตที่ว่านี้เป็นนอตหัวแฉกหรือที่พวกช่างเรียกว่า “นอตหัวฟิลลิป” นั่นเอง นอตอย่างนี้ปกติใช้ไขควงหัวแฉกขนาดกลางขันเบาๆ นอตก็จะคลายเกลียวออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่งานนี้ย่อมไม่มีการใช้ไขควงแบบนั้นอยู่แล้ว!
  3. นำไขควงแฉกไปเก็บซ่อนไว้ให้หมด
  4. ไปหา “ไขควงแบน” มา เอาไขควงแบนที่มีหัวใหญ่ๆ หน่อย นำมาไขโดยออกแรงให้มากเข้าไว้
  5. หากคุณสามารถทำให้ไขควงแฉลบออกไปทิ่ม “คอนเนคเตอร์” (connector ช่องเสียบสายอุปกรณ์ต่างๆ) จนขาหักได้จะถือว่าดีเลิศ (ของคอนเนคเตอร์ ไม่ใช่ขาของคุณ)
  6. ไม่ควรให้มือพลาดไปทิ่มสันโลหะของเคส เพราะอาจจะทำให้คุณบาดเจ็บ อย่าลืมว่าเป้าหมายของเราคือต้องการสร้างความเสียหายให้แก่คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่รางกายของเรา
  7. ถ้าคุณใช้เครื่องหรูมีระดับ (เครื่องแบรนเนม) อาจต้องเจอกับนอตแบบ “โปสิไดร์ฟ” นอตแบบนี้เป็นนอตพิเศษ ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันคนที่ไม่ใช่ช่างมาเปิดฝาเคสเล่น หน้าตามันก็คล้ายๆ กับนอตหัวแฉกนี่แหละ แต่ร่องจะชันน้อยกว่า ถ้าไปหาซื้อไขควงโปสิไดร์ฟมาขัน นอตก็จะหลุดออกได้โดยง่าย แต่ผมขอบอกว่าอย่าไปซื้อให้เปลืองเงิน ใช้ ไขควงฟิลลิป นี่แหละเหมาะที่สุด ควรใช้แรงไขมากๆ เพราะจะทำให้นอตหัวแบะดูงามตา และถ้าคุณมีโชค ไขควงของคุณก็อาจจะหัวแบะตามไปด้วยเช่นกัน
  8. หากคุณเป็นสุภาพสตรี หรือมีแรงน้อย ให้ใช้ค้อนตอกที่ท้ายไขควงแรงๆ ทำเช่นนั้นซ้ำๆ จนกว่านอตจะหัวแบะ
  9. เป็นเรื่องสำคัญเมื่อถอดนอตด้านหลังเครื่อง ควรจะถอดให้ครบทุกตัว ไม่ใช่ถอดเฉพาะนอตที่รายล้อมอยู่รอบๆ ฝาเคสเท่านั้น นอตที่อยู่กลาง อยู่ล่าง อยู่บน และนอตซึ่งทำหน้าที่ยึดกล่องหน่วยจ่ายไฟ (power supply unit) นั้นควรค่าแก่การไขออกมามากที่สุด เพราะหากคุณมีโชค หน่วยจ่ายไฟจะร่วงออกจากที่ยึด หล่นลงไปใส่แผงวงจรในเครื่อง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ก่อนที่คุณจะทันได้ถอดฝาออกเสียอีก
  10. การแกล้งลืมไขนอตออกบางตัว แล้วพยายามงัดฝาเคสออกด้วยกำลัง ถือว่าเป็นความพยายามที่น่าชื่นชม จงพยายามงัดฝาเคสออกด้วยไขควงแบนตัวใหญ่ที่สุดที่หาได้ ลองงัดด้านนู้น แล้วย้ายมางัดด้านนี้ ออกแรงให้มากเข้าไว้เช่นเคย และถ้าคุณกำลังดวงขึ้น คุณก็อาจจะได้เห็นฝาหน้าแตกร้าว โลหะบิดงอ หรือมีชิ้นส่วนอะไรหลุดกระเด็นหายไปที่มุมห้อง
  11. เรียนผูกแล้วต้องเรียนแก้ เมื่อถอดฝาเคสแล้วควรฝึกใส่กลับเข้าที่ด้วย นับเป็นบุญที่เคสบางรุ่นออกแบบมาได้แย่มาก คือมีช่องและร่องมากมาย หากถอดหรือใส่ฝาผิดนิดเดียว สลักก็จะพับงอ มีเคล็ดลับอยู่หน่อยคือตอนใส่ฝาให้กดแรงๆ ใช้กำลังดันเข้าไป (ใช้ค้อนช่วยหากมีแรงน้อย) ถ้ามีสายไฟแลบออกมา ให้ดันฝาเคสกดทับสายไฟไปด้วยจะดีมากๆ ตอนขันนอตปิดควรขันให้แน่นที่สุด ประหนึ่งว่านอตตัวนั้นทำหน้าที่ยึดตึกระฟ้าทั้งหลังไว้ ภายหลังเมื่อเราถอดฝาเคสอีก นอตและรูนอตนั้นจะมีโอกาสเกลียวหวาน หรือหัวแบะได้สูง (เคล็ดลับ : ถ้าอยากผ่อนแรงขอแนะนำให้ใช้ไขควงไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงๆ แบบที่ช่างซ่อมรถใช้)
  12. ควรละลึกไว้เสมอว่าเคสของคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่แข็งแรงเหลือเชื่อ จึงควรจัดให้มีน้ำหนักจำนวนมากกดทับไว้เสมอ เช่นเอาตู้เซฟมาตั้งบนเคส หรือมีเก้าอี้ในห้องน้อยๆ เข้าไว้ เมื่อมีแขกมาเยี่ยมก็ให้แขกนั่งบนเคสต่างเก้าอี้ นานๆ เข้าเคสจะบิดงอ เป็นสาเหตุสำคัญในการสร้างความเสียหายให้แก่แผงวงจรภายในได้เป็นอย่างดี

 

ม่วนซื่นกันให้สุดขีด!

 

ไฟฟ้าสถิตจ๋า

ต้องขอขอบคุณไฟฟ้าสถิตผู้น่ารัก เพราะมันทำให้เราสามารถทำลายคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการแตะเบาๆ เท่านั้น ไฟฟ้าสถิตจะเกิดในวันอากาศแห้ง หรือในห้องปรับอากาศ เมื่อคุณใส่รองเท้าเดินบนพรมมากๆ ร่างกายของคุณก็จะแปรสภาพเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงหลายแสนโวลต์ภายในเวลาอันสั้น ไฟฟ้าแรงดันสูงขนาดนี้สามารถปลิดชีวิตชิพไอซีได้ในพริบตา เมื่อรู้ดังนี้แล้วจะรอช้าอยู่ใย? มาทำตามขั้นตอนต่อไปนี้กันเถิด!

  1. เปิดฝาเคสให้เรียบร้อย (หรือจะยับเยินก็ตามใจ)
  2. หมายตาไว้ที่ชิพซีพียู หรือแรมโมดูลก็ได้
  3. ปรับอากาศในห้องให้แห้งและเย็น
  4. ใส่ถุงเท้าขนสัตว์หรือที่ทำจากสารสังเคราะห์ เดินลากๆ ขาบนพรมไปๆ มาๆ รอบห้องสักสองสามรอบ
  5. เดินไปที่เครื่องคอมฯ ระวังอย่าให้มือโดนเคสหรือโต๊ะ หรือโลหะชิ้นใดที่มีสภาพเป็นเป็นกราวนด์
  6. ค่อยๆ สอดมือเข้าไปสัมผัสลูบไล้ชิพไอซีตัวนู้นตัวนี้ตามใจชอบ
  7. ถ้าอยากให้การทำลายมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีก ควรถอดซีพียูและแรมออกจากเมนบอร์ดก่อนสัมผัส
  8. เครื่องดูดฝุ่นเล็กๆ สำหรับทำความสะอาดคอมพิวเตอร์นับว่าเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสถิตชั้นดี พยายามนำมาใช้ดูดซอกซอนตามหลืบมุมต่างๆ ให้ทั่วถึง ถ้าจะให้ได้ผลดีควรทำเมื่ออากาศในห้องมีความชื้นน้อยที่สุด

ถ้าไม่รู้ว่าไอซีในคอมพิวเตอร์คิดอย่างไรกับไฟฟ้าสถิต ก็ลองฉุกคิดถึงหัวอกของลุค สกายวอล์คเกอร์ ตอนเจอเอ็มเพอเรอร์ปลอยไฟฟ้าใส่หน่อยปะไร

 

ใช้แสนยานุภาพทางอากาศ

เมื่อเปิดฝาเคสไว้แล้วหนทางที่เราจะทำลายคอมพิวเตอร์ก็เปิดกว้างตามไปด้วย หากการใช้ไฟฟ้าสถิตไม่เหมาะกับคุณ ผมขอแนะนำให้ใช้กำลังทางอากาศ แนวคิดพื้นฐานคือใช้ลมที่มีกำลังแรงมากๆ เป่าเข้าไปในตู้เคส เพื่อหวังสร้างความเสียหาให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ด โปรดทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  1. ค้นดูในบ้านว่ามีอากาศอัดกระป๋องหรือไม่ หน้าตาเหมือนกระป๋องสเปรย์ ปรกติเราจะซื้อมาไว้เป่าฝุ่นเพื่อทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ กำลังลมของสเปรย์นี้มีอำนาจมากพอที่จะทำให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์หลุดกระเด็นออกมาได้อย่างสบาย
  2. หากต้องการแสนยากรทางอากาศที่ทรงพลังจริงๆ เราต้องอาศัยเครื่องปั๊มลม (Air compressor) อย่างที่ช่างซ่อมรถและนักพ่นสีใช้กัน นำมาปรับให้มีแรงดันสูงสุด (สักยี่สิบบาร์กำลังดี) แล้วนำมาเป่าส่วนต่างๆ ในตู้ ซอกซอนให้ทั่วทุกซอกมุม เช่นในซีดีรอมไดร์ฟ ลึกลงไปในเมนบอร์ด หากคุณมีพรสวรรค์ คุณจะสามารถทำให้ ชิพไอซี แรม หรือแม้กระทั่งตัวเก็บประจุ กระเด็นหลุดออกมาได้

 

ใช้ยุทธนาวี

หากการใช้กำลังทางอากาศไม่ได้ผล คุณอาจพิจารณาการใช้กำลังทางน้ำ แต่การทำเช่นนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด เมื่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์สัมผัสกับน้ำ มันจะชำรุดเสียหายทันที ถูกต้องหรือไม่? ผิด! ลองนำคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องไปจุ่มลงในสระว่ายน้ำ จากนั้นนำขึ้นมาใช้ลมอุ่นๆ เป่าทุกซอกทุกมุมจนแห้ง คอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้ตามปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การทำลายคอมพิวเตอร์ด้วยกำลังทางน้ำจึงต้องอาศัยเทคนิคเล็กน้อยดังนี้

  1. วางคอมพิวเตอร์ไว้ใกล้หน้าต่าง ในวันครึ้มฝน อย่าปิดหน้าต่าง
  2. ควรวางแก้วกาแฟและน้ำอัดลมไว้ใกล้ๆ คอมพิวเตอร์ หลักการนี้ได้ผลดีเป็นพิเศษกับคอมพิวเตอร์แบบ notebook
  3. ประดับเคสด้วยโหลปลาทองก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว
  4. หากทำน้ำหกใส่คอมพิวเตอร์ อย่านำไปร้านซ่อมในวันนั้น ให้ประวิงไว้สักหนึ่งเดือน เพราะถึงตอนนั้นสนิมได้กินแผงวงจรโดยสมบูรณ์แล้ว

 

 

อำนาจแห่งความร้อน

น่าแปลกที่ทุกคนเกิดรู้ขึ้นได้เองว่าคอมพิวเตอร์ไม่ชอบความร้อน ว่ากันว่าหากความร้อนเพิ่มขึ้นคอมพิวเตอร์จะมีประสิทธิภาพลดลง และหากความร้อนเพิ่มขึ้นจนถึงที่สุด คอมพิวเตอร์ก็จะมีประสิทธิภาพลดลงจนถึงที่สุดไปด้วยเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราหมายปองหรือ? เมื่อรู้ดังนี้แล้วจะรอช้าอยู่ใย รีบทำตามขั้นตอนต่อไปนี้กันเถอะ

  1. พยายามนำสิ่งต่างๆ เช่น ตั้งหนังสือ สมุด แฟ้ม ฯลฯ มากองไว้รอบเคสมากๆ จุดประสงค์ของเราคือต้องการให้สิ่งเหล่านั้นทำหน้าที่ปิดกั้นทางเดินอากาศ เมื่ออากาศไหลเวียนได้น้อย ความร้อนของคอมพิวเตอร์ก็จะสะสมขึ้นเรื่อยๆ
  2. นำสิ่งกำเนิดความร้อนมาไว้ใกล้ๆ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนมากกำเนิดความร้อนทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น UPS, เครื่องพิมพ์ ทีวี โคมไฟ กาน้ำร้อนไฟฟ้า ฯลฯ อัดเข้าไปรอบๆ เคส ความร้อนจากเครื่องเหล่านี้จะได้ถูกดูดเข้าไปในคอมพิวเตอร์มากๆ
  3. หากห้องทำงานของท่านมีหน้าต่างด้านทิศตะวันตก ที่ได้รับแสงแดดโดยตรงช่วงบ่ายจะดีมาก ให้นำโต๊ะคอมพิวเตอร์ไปตั้งไว้ตรงนั้น
  4. ถ้าขั้นตอนทั้งสามใช้ไม่ได้ผล ให้เผด็จศึกโดยนำเทปกาวมาปิดช่องระบายอากาศทั้งหมดบนตู้เคส

 

โจมตีที่จุดอ่อน

จุดอ่อนที่สุดของคอมพิวเตอร์คือฮาร์ดดิสก์ ภายในฮาร์ดดิสก์มีแผ่นจานกลมแบนๆ หลายแผ่น แผ่นจานเหล่านี้ไม่เคยถูกอะไรสัมผัสแม้กระทั่งฝุ่นผง ขณะเขียนหรืออ่านข้อมูล หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์จะ “บิน” อยู่เหนือแผ่นจานในเพดานบินที่มีความสูงน้อยกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม แนวคิดพื้นฐานคือหาทางให้หัวอ่าน “กระแทก” กับแผ่นจาน การสัมผัสแม้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ชำรุดอย่างถาวร เมื่อรู้ทฤษฏีแล้วก็ลงมือปฏิบัติได้เลย

  1. ใช้ฝ่ามือตบที่เคสแรงๆ ขณะฮาร์ดดิสก์อ่านหรือเขียนข้อมูล จุดประสงค์คือเราต้องการสร้าง “แรงสะเทือน” ฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่จะมีระบบต้านความสั่นสะเทือนอยู่แล้ว จึงอาจจะต้องหาวัตถุที่แข็งและหนัก (เช่นที่ทับกระดาษ) ทุบ คุณอาจถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าฮาร์ดดิสก์กำลังอ่านหรือเขียนข้อมูล คำตอบคือให้สังเกตที่หลอดไฟสีแดงเล็กๆ หน้าเครื่อง (ปรกติหลอดนี้จะมีตัวอักษรเขียนว่า H.D. หรืออาจเป็นสัญลักษณ์รูปกลอง) หลอดไฟนี้จะติดสว่างขณะฮาร์ดดิสก์อ่านหรือเขียนข้อมูล
  2. ยกเคสขึ้นลอยจากพื้นเล็กน้อย (หนึ่งนิ้ว) แล้วปล่อยให้ตกกระแทกพื้นขณะฮาร์ดดิสก์อ่านหรือเขียนข้อมูล
  3. ในกรณีที่เป็นคอมพิวเตอร์แบบ note book งานของเราจะง่ายขึ้นมาก เพียงผลักให้มันตกจากโต๊ะขณะฮาร์ดดิสก์อ่านหรือเขียนข้อมูล หากเป็นวันที่คุณดวงขึ้นอาจได้โบนัสคือจอภาพแตกร้าวเป็นของแถมพกด้วย

 

 

สองเกลอลุยไฟ

หากเพื่อนของคุณมาเยี่ยมโดยพกพาคอมพิวเตอร์แบบ notebook มาด้วย นับว่าเป็นมงคล เพราะนี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ทำลายคอมพิวเตอร์ของคุณและของเพื่อนไปโดยพร้อมเพรียงกัน ทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. หาสาย USB แบบ AA มาหนึ่งเส้น สายชนิดนี้จะมีหัว USB แบบแบนทั้งสองปลาย
  2. นำปลายหนึ่งเสียบกับช่อง USB ในเครื่องของคุณ
  3. นำปลายอีกด้านหนึ่งเสียบกับช่อง USB ในเครื่องของเพื่อนคุณ
  4. เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่อง
  5. รอสักหนึ่งนาทีจะเริ่มมีควันขึ้นที่คอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่อง ถ้าคุณเคราะห์ดี อาจมีไฟลุกขึ้นมาด้วย

 

เริงใจกับการถอด-ใส่

การเสียบและถอดอุปกรณ์ขณะที่คอมพิวเตอร์เปิดอยู่ถือเป็นยอดวิชาในการทำลายเครื่อง ก่อนลงมือดูให้แน่ใจก่อนว่าคุณใส่รองเท้าอยู่ และยืนอยู่บนพื้นห้องแห้งสะอาด ไม่เช่นนั้นขั้นตอนนี้อาจจบลงโดยที่คุณโดนไฟดูดจนเสียชีวิต หากเป็นเช่นนั้นย่อมนับว่าเป็นเภทภัยมากกว่าวาสนา เอาละ พร้อมแล้วใช่ไหม? เริ่มกันเลย!

  1. เปิดฝาเครื่อง
  2. จ่ายไฟเข้าเครื่อง
  3. ถอดนอตออกจากแผงวงจรในเครื่อง จะเป็นแผงวงจรเชื่อมต่อจอภาพ หรือการ์ดเสียง หรืออะไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีแผงวงจะอะไรเลยเพราะทุกอย่างมีมาพร้อมในเมนบอร์ดทั้งหมด (build-in) ก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหมายตาไว้ที่แผ่นหน่วยความจำแรม
  4. ถอดแผ่นวงจรออกจากเมนบอร์ด
  5. นำใส่กลับเข้าไปใหม่
  6. ถอดออกมาอีก
  7. ขณะทำขั้นตอนเหล่านี้ดูให้แน่ใจว่ามีไฟจ่ายเข้าเครื่อง และคอมพิวเตอร์เปิดอยู่

 

 

เล่นงานไบออส

ไบออส (BIOS ย่อจาก Basic Input Output System) คือโปรแกรมในไอซีแบบ EEPROM ไบออสเป็นโปรแกรมระดับรากหญ้ามันจะทำงานทันทีที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ หากไบออสชำรุด คอมพิวเตอร์จะบูตไม่ได้ ดังนั้นไบออสน่าจะเป็นเป้าหมายที่ยอดเยี่ยมเลยใช่ไหม? วิธีทำลายไบออสให้ดำเนินการตามนี้

  1. เปิดเว็บไซต์ผู้ผลิตไบออส
  2. ดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับ Flash หรือปรับปรุงไบออส
  3. ดาวน์โหลดไบออสตัวล่าสุดมาด้วย
  4. ดูให้แน่ว่าไบออสตัวที่ดาวน์โหลดมาไม่ใช่รุ่นเดียวกับเมนบอร์ดของเรา
  5. ติดตั้งแล้วรันโปรแกรม Flash ไบออส

 

ถอดใจซีพียู

หัวใจของเครื่องคอมพิวเตอร์คือซีพียู หากเราต้องการเล่นงานคอมพิวเตอร์ ทำไมเราจึงไม่โจมตีที่หัวใจเสียเลยเล่า? จะต้องดีแน่ๆ แต่ปัญหาคือซีพียูติดอยู่อย่างปลอดภัยบนเมนบอร์ด โอกาสที่เราจะทำให้มันชำรุดมีน้อยมาก แต่ข่าวดีคือซีพียูต้องการระบบระบายความร้อน โดยทั่วไปแล้วซีพียูใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบระบายความร้อนประกอบด้วยพัดลมและครีบระบายความร้อน เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ลงมือเลยดีกว่า

  1. เปิดฝาเครื่อง
  2. ถอดสายไฟออกจากพัดลมซีพียู ทำได้โดยดูที่พัดลมซึ่งติดอยู่บนครีบระบายความร้อน จะมีสายไฟสีแดงและดำ ไล่สายนี้ไป จะพบว่ามีหัวเสียบกับเมนบอร์ด ให้ถอดหัวนี้ออก
  3. หากเป็นไปได้ให้ถอดครีบระบายความร้อนออกด้วย แต่ขอเตือนก่อนว่าถอดยากมาก
  4. ปิดฝาเครื่อง
  5. ใช้เทปกาวปิดช่องระบายความร้อน
  6. เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดเกม Half-Life 2 หรือโปรแกรมอะไรก็ได้ที่กินแรงซีพียูมากๆ หน่อย
  7. ดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศหรือพัดลม
  8. ทิ้งไว้เช่นนั้นสักสองชั่วโมง

 

ม้วยด้วยหฤหรรษ์

เมื่อทำตามคำแนะนำมาถึงตอนนี้แล้ว คอมพิวเตอร์ของคุณจะไม่สามารถใช้โปรกรม bench mark วัดประสิทธิภาพได้เลย (อันที่จริงใช้โปรแกรมอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น) เพราะตายสนิท เปิดไม่ติด จอมืด มีประโยชน์ในการใช้สอยเทียบเท่าที่ทับกระดาษขนาดยักษ์แค่นั้น ขั้นตอนที่มีเหตุผลซึ่งควรทำต่อไปคือส่งร้านซ่อม หรือไม่ก็ส่งลงถังขยะ หรือจะทำอย่างไรต่อไปก็สุดแท้แต่คุณแล้วละครับ

Advertisements

เจอกันในงาน vTalks #8

ไปหน้าแรก | สารบัญ | Laploy.comระเบียนบทความ | บทความจากลาภลอย

vTalks #8

อ.สุเทพ แสงวิโรจนพัฒน์

ผมได้รับการทาบทามจาก อ. นเรศ นันทบุรมย์ (ผู้เขียนตำรา ASP.NET 2.0 สนพ Success Media) เพื่อเชิญไปเป็น guest speaker ในงาน vTalks#8 โดย อ. นเรส แจ้งว่า อ. สุเทพ แสงวิโรจนพัฒน์ (Microsoft MVP suthep@greatfriends.biz) จะจัดงานดังนี้

  • ชื่องาน : Greatfriends vTalks #8
  • สถานที่ : อาคารสำนักงานบริษัท Microsoft (Thailand)
  • วันที่ : 27 January 2008
  • ลักษณะงาน : สัมนา พบปะพูดคุยเกี่ยวกับ software development

งานนี้ฟรีทุกอย่างเพราะไมโครซอฟต์เป็นสปอนเซอร์ ผมจะไปร่วมด้วย จึงขอเรียนเชิญท่านผู้อ่านหนังสือและเว็บ เรียนรู้ด้วยตนเอง OOP C# ASP.NET ไปพบกันในวันและเวลาดังกล่าว (อย่าลืมลงทะเบียนก่อน) ส่วนรายละเอียดหมายกำหนดการกรุณาดูใน Link ต่อไปนี้

นิยายนักสืบตอน 1

ไปหน้าแรก | สารบัญ | Laploy.comระเบียนบทความ | บทความจากลาภลอย

Hackarmy-A

เขียนโดย : ลาภลอย วานิชอังกูร laploy@gmail.com

บทความตีพิมพ์ในนิตยสาร WinMag

ผมนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานที่ทำจากไม้มะฮอกกานี อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะคือคุณชูจิต ชายวัยกลางคนผิวคล้ำในชุดสากลสีดำตัดเย็บอย่างประณีต อาจจะเป็นจากห้องเสื้อเก่าแก่ที่ใดสักแห่งในยุโรป ด้านหลังเลยออกไปเป็นทิวทัศน์ถนนอโศกจากมุมมองชั้นยี่สิบสอง มีแต่อาคารสำนักงานสูงๆ กำแพงด้านนอกเป็นกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ยามสาย ระยิบระยับเหมือนมีใครเอาเลื่อมไปปักไว้

“ขอบคุณอาจารย์มากที่มาอย่างรวดเร็ว” คุณชูจิตพูดพลางจุดบุหรี่สูบพ่นควันเป็นสาย ท่าทางกังวล

“พี่สบายดีไหมครับ กิจการตอนนี้เป็นไงบ้าง” ผมถามหยั่งเชิง

“ค่อนข้างดีครับ ตอนนี้เรากำลังจะเปิดตลาดในสวีเดน นี่อีกซักครู่ผมก็จะมีประชุมกับสวีเดน ดังนั้นปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ ผมจะให้อาจารย์คุยกับ ใจทิพย์ ก็แล้วกัน”

คุณชูศักดิ์พูดจบก็ลุกเดินไปหน้าห้อง ร้องบอกเลขาให้เรียกคนชื่อ ใจทิพย์ ผมไม่รูจักคนชื่อ ใจทิพย์ เดาว่าคงเป็นซิสเต็มเอ็ดมิน (system administrator)

ไม่ถึงนาทีต่อมาใจทิพย์ก็ปรากฏตัวขึ้น เป็นหญิงสาวรูปร่างบอบบาง อายุประมาณยี่สิบห้า ใส่กระโปรงยาวเสมอเข่าสีดำ คาดเข็มขัดหนังสีดำเส้นเล็ก ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว เสื้อนอกสีดำ ผมตรง ดำ และยาว รวบไว้ในตาข่าย ใบหน้ารูปไข่ เกลี้ยงเกลา หู ตา จมูกปากได้สัดส่วน ดูรวมๆ แล้วจัดว่าเป็นคนสวยทีเดียว

“มีปัญหาอะไรหรือครับ” ผมถามเพื่อหาข้อมูลขณะที่เดินตามหญิงสาวไปยังห้องคอมพิวเตอร์

“ทุกอย่างช้าหมดค่ะ” หล่อนตอบโดยไม่หันมา ผมมองไปรอบๆ สำหนักงานเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ กินเนื้อที่เกือบหมดทั้งชั้น เย็นฉ่ำด้วยอำนาจของเครื่องปรับอากาศ พื้นปูพรมหนานุ่มสีเทา มีแผ่นกั้นเตี้ยๆ สีเดียวกับพรม ทำหน้าที่แยกห้องทำงานของพนักงานแต่ละคนออกเป็นสัดส่วนตามวิธีจัดสำนักงานแบบอเมริกัน นี่คือบริษัทยามเดือนเอ็กซ์พอร์ท ผู้ส่งสินค้าไทยไปขายทั่วโลก

“คิดว่าเกิดจากอะไรครับ” ผมถามหยั่งเชิง จากประสบการณ์ผมพบว่า admin มักรู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร แต่แก้ไขเองไม่ได้ หรือไม่เชื่อว่าสิ่งที่ตนสงสัยเป็นความจริง “คิดว่าเกิดจากเกิด traffic มากผิดปรกติที่ไหนซักแห่งในสำนักงานค่ะ” หล่อนตอบเมื่อเรามาถึงห้องคอมพิวเตอร์พอดี

 

สถานที่เกิดเหตุ: 09:30 น.

ห้องคอมพิวเตอร์มีเนื้อที่ขนาดห้าคูณสิบตารางเมตร ผนังสองด้านดาดด้วยกระจกทำให้คนข้างในและข้างนอกห้องมองเห็นกันได้ตลอดเวลา กำแพงด้านนอกเป็นกระจก เห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ทิศตะวันตกเป็นภาพมุมกว้าง ผมสังเกตเห็นรถติดอย่างหนักบนทางด่วนตามปรกติในชั่วโมงเร่งด่วน พลางนึกสังหรณ์ใจว่าการจราจรในระบบ LAN ของที่นี่ตอนนี้คงมีสภาพไม่ต่างจากทางด่วนนัก

มุมหนึ่งของห้องมีตู้โครงเหล็กขนาดสิบก้าวนิ้ว รมดำ ยืนทะมึนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นยมทูต ภายในโครงโลหะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับเครือข่ายติดตั้งไว้เกือบเต็ม นอกจากจะมี router, LAN switch และ server แล้ว ผมยังสังเกตเห็น firewall ด้วย “คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอยู่หลัง firewall นี้หรือเปล่าครับ” ผมถามสตรีที่กำลังรื้อตู้เอกสาร หล่อนไม่ตอบอะไร เพียงยื่นกระดาษให้หนึ่งแผ่น

ผมรับมาดูพบว่าเป็นแผนภูมิของระบบ LAN ที่เรียบง่ายจนน่าขนลุก หาเป็นเมื่อสามปีก่อนระบบเช่นนี้ถือว่ามั่นคงพอใช้ แต่ปัจจุบัน firewall ป้องกันอะไรไม่ได้มากนัก มันเป็นเพียงแนวสนามเพลาะ จะช่วยได้เมื่อศัตรูบุกเข้ามาตรงๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเราอยู่ในสงครามก่อการร้าย การโจมตีอาจมาได้จากทางไหนก็ได้

 

แผนภูมระบบ LAN ของบริษัทยามเดือนเอ็กซ์พอร์ท

อุปกรณ์ระบบ LAN ของบริษัทยามเดือนถูกติดตั้งไว้ในโครงเหล็กขนาด 19 นิ้ว

 

ประเมินสถานการณ์: 10:00 น.

“ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ครับ” ผมถามพลางล้วงคอมพิวเตอร์เล็กๆ ในซองหนังเก่าคร่ำคร่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้วยความเคยชิน

“เริ่มเป็นเมื่อสองวันก่อนค่ะ” ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วจดบันทึกไว้

“ที่นี่ต่ออินเตอร์เน็ตแบบไหนครับ”

“เป็นสายเช่าความเร็ว 4 เม็กของบริษัทสยามเทวะคะ”

ผมมองออกนอกหน้าต่าง เห็นตึกระฟ้าจำนวนมากตระหง่านง้ำ เหมือนนิ้วที่ชี้ขึ้นจากพื้นดิน บริษัทแถวนี้ใช้อินเตอร์เน็ตของสยามเทวะทั้งนั้น ไม่มีอะไรพิเศษ ผมมองผ่านกระจกอีกด้านเข้าไปในห้องโถง เห็นพนักงานผลุบๆ โผล่ อยู่ตามคอกต่างๆ คนเหล่านี้มีใครบ้างไหมที่ทรยศ ไม่น่าจะมี หน่วยงานแบบนี้ไม่มีข้อมูลที่คุ้มแก่การปล้นชิง สิ่งที่ศัตรูต้องการคือ bandwidth ต่างหาก พนักงานเหล่านี้จึงน่าจะบริสุทธิ์ทุกคน

Bandwidth เป็นสิ่งที่ต้องเสียเงินซื้อ เหมือนไฟฟ้า หรือค่าโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ของ “แฮกเกอร์มืด” มักมี bandwidth ไม่สูงนัก พลังในกระประมวลผล และเนื้อที่เก็บข้อมูลก็มีจำนวนจำกัด เป็นเรื่องปรกติที่แฮกเกอร์มืดจะปล้นชิงสิ่งเหล่านี้มาสนองตัณหาของตน

วิธีที่แฮกเกอร์มืดใช้เพื่อสร้างช่องทางเชื่อมต่อลับหรือ back door สมัยก่อนนิยมใช้ไวรัสที่จะติดจากแผ่นฟล็อปปิดิสก์ แต่ปัจจุบันทั้งไวรัสและแผ่นฟล็อปปิแทบจะสูญพันธ์ไปแล้ว แฮกเกอร์มืดจึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมที่แพร่ได้ทางเครือข่าย อย่างหนอน และโทรจันเพื่อสร้าง back door เพียงแค่พนักงานเหล่านี้เปิดหน้าเว็บที่ไม่ควรเปิด หรือเปิดอ่านอีเมลที่ไม่ควรอ่าน เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่แฮกเกอร์มืดจะรุกล้ำเข้ามาในระบบได้

 

การสืบสวน: 10:30น.

“ผมขอใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้มั๊ยครับ” ผมชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของ admin บนโต๊ะ

“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบแล้วหลีกทางให้ มันเป็นระบบปฏิบัติการ Windows XP ก่อนอื่นผมต้องการตรวจสอบว่า station นี้เข้าอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ ผมจึงกดเมนู Start/Run แล้วพิมพ์ว่า command กรอบคอมมานด์พร็อมพ์ ปรากฏขึ้นทันที นั้นผมลอง ping เว็บไซต์ google โดยพิมพ์ว่า Ping www.google.com ผลลัพธ์เป็นดังนี้

 

คำสั่ง ping บอกให้รู้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถเข้าถึง server ที่ระบุได้หรือไม่ โดยใช้เวลาเท่าใด

 

ผลลัพธ์จากการ ping บอกให้รู้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผมพบว่าแม้เพ็กเก็ตที่ส่งและรับจะครบ แต่การทำงานก็ช้าผิดปรกติ ผมอยากจะรู้ว่าต้นเหตุของการช้าเกิดขึ้นที่ router ตัวใดจึงพิมพ์ว่า tracert www.google.com

 

คำสั่ง tracert ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องนี้กับ server ต้องผ่าน router กี่จุด แต่ละจุดใช้เวลาเท่าใด

 

จากข้อมูลของ tracert บอกให้รู้ว่าเส้นทางเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ไปยังเว็บไซต์ของ google ที่ฮ่องกง ต้องผ่าน routher ทั้งหมด 16 ตัว และตัวการที่ทำให้เกิดความช้าอยู่ในสำนักงานแห่งนี้นี่เอง สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือสืบหาว่าอะไรกำลังบริโภค bandwidth อยู่

“คิดว่าเป็นไงค่ะ” ใจทิพย์ถาม

“คิดว่าถูกบุกรุกโดยแฮกเกอร์มืดครับ” ผมตอบโดยไม่ละสายตาจากจอภาพ

“เราโดนแฮกเกอร์บุกหรือค่ะ”

“แฮกเกอร์มืดครับ คุณใจทิพย์ sniff ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” ผมถามขณะตรวจดูใน Programs เพื่อหาโปรแกรมที่ใช้ ทำหน้าที่ sniff

“sniff คืออะไรค่ะ” หญิงสาวถามอย่างประหลาดใจ ผมเงยหน้าขึ้นสบตาหล่อนหล่อน

“ผมหมายถึงวิ่งโปรแกรมเพื่อสแกนตรวจสอบเครือข่ายครับ”

“ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมไม่ตกใจ admin จำนวนมากไม่เคยตรวจสแกนเครือข่าย หน้าที่หลักของพวกเขาคือดูแลไม่ให้เครื่องแม่ข่ายล่ม ทำให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนใช้งานระบบได้อย่างมีความสุข แค่นั้นก็พอเพียงที่จะทำให้ admin มีงานล้นมือแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดสถานการณ์ผิดปรกติขึ้น นักสืบอิสระอย่างผมจึงถูกเรียกตัวเข้ามา

หลังจากตรวจดูใน Programs ผมพบโปรแกรม CommView เป็นโปรแกรมแบบ sniffer ที่มีประสิทธิภาพดีและใช้งานได้ง่ายตัวหนึ่ง ผมจึงกดที่ไอคอนด้วยความโล่งใจ

 

โปรแกรม CommView เป็นโปรแกรมประเภท sniffer ที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้งานได้ง่าย (ใบอนุญาตเป็นแบบเพื่อใช้ในชิงพาณิชย์)

 

สิ่งที่ CommView แสดง ไม่ใช่เฉพาะแพ็กเก็ตระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องนี้กับเครือข่ายเท่านั้น แต่เป็นจากทุกๆ node ในวง LAN นี้ ผมกวาดสายตาดูปราดเดียวก็พบผู้ต้องสงสัยทันที เพราะมีการรับ-ส่ง แพ็กเก็ต มากผิดปรกติที่ IP 192.168.1.666

“คนนี้เป็นใครครับ” ผมชี้บนจอ ใจทิพย์หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาพลิกดู

“โลจิสติกค่ะ ชื่อคุณพรหมา”

“ผมคิดว่าเราควรจะไปเยี่ยมแผนกโลจิสติกกันหน่อยแล้วละครับ”

 

ผู้ต้องสงสัย: 11:15 น.

พรหมาเป็นชายไทย ผิวเนื้อดำ-แดง รูปร่างสันทัด อายุประมาณสามสิบ นั่งทำหน้าตื่นอยู่หลังโต๊ะทำงาน ที่ผนังคอกด้านหลังมีภาพทีมยูไนเต็ด และโรนัลโดยิ้มเผล่อยู่

“อาจารย์เค้าอยากจะขอตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของพี่พรหมาค่ะ” คุณใจทิพย์บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“อ๊ะ!..ทำไมล่ะครับ” พรหมาอึกอัก

“เราตรวจพบ traffic มากผิดปรกติที่ station นี้ครับ” ผมเฉลย “ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกครับ นี้เป็นขั้นตอนการตรวจสอบตามปรกติเท่านั้น ผมอยากทราบว่าคุณดูวิดีโอจากในอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า”

“เปล่า”

“เปิดทีวีหรือวิทยุในอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า”

“เปล่า”

“กำลังอัพโหลดหรือดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่อยู่หรือเปล่า”

“เปล่า”

“โหลดบิตหรือทำ P2P อื่นๆ เช่นกาสาหรือเปล่า”

“เปล่าๆ ไม่มีๆ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตเลย ผมกำลังทำรายงานใช้โปรแกรม Excel อยู่” พรหมากล่าวอย่างละล้ำละลัก

ผมมองจ้องตา ชายผู้นี้พูดจริง นี่คงเป็นเพียงเหยื่อผู้เผลอไผล ผมเสียบ USP ไดร์ฟขนาดจิ๋วแล้วติดตั้งโปรแกรมเพื่อสแกนคอมพิวเตอร์ของเขา โดยมีใจทิพย์และพรหมายืนดูอย่างใจจรดใจจ่อ ครู่หนึ่งก็มีรายชื่อไวรัส addware หนอน และโทรจันปรากฏขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกที่พบได้ทั่วไปและไม่มีอันตรายมากนัก แต่ทันใดนั้นสายตาของผมไปสะดุดอยู่ที่ชื่อๆ หนึ่ง “Hackarmy-A”

นิ้วมือเร็วเท่าความคิด ผมกดปุ่ม Ctrl-Alt-Del เพื่อเรียก task manager พร้อมกับภาวนาให้สิ่งที่กลัวไม่เป็นความจริง แต่เมื่อไล่สายตาดูในคอลัมน์ Image Name ก็พบชื่อที่ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง “Win32server.exe” เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ Hackarmy-A คือโปรแกรมประเภทม้าไม้โทรจัน มันช่วยให้แฮกเกอร์มืดใส่ back door ไว้ในเครื่องของผู้ถูกบุกรุก ขณะนี้แฮกเกอร์มืดสามารถส่งคำสั่งควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ผ่านโปรโตคอล IRC ได้เลย

ผมมองภาพทีมยูไนเต็ดอย่างครุ่นคิด back door ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือค้นหาว่าแฮกเกอร์มืดใช้โปรแกรมอะไรเพื่อสูบ bandwidth แล้วกำจัดโปรแกรมนั้นเสีย อย่างที่สองคือค้นหาวิธีที่ที่แฮกเกอร์มืดนำ back door มาใส่ไว้ แล้วอุดช่องทางนั้น ผมไล่ดูรายชื่อในคอลัมน์ Image Name อีกครั้งก็พบชื่อที่ไม่ควรอยู่ที่นั่น “FTPserv.exe” พนักงานแผนกโลจิสติก ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องใช้โปรแกรม FTP server นี่ต้องเป็นฝีมือของแฮกเกอร์มืดอย่างแน่นอน

ผมไล่หาที่ตั้งของโปรแกรม FTP server เมื่อพบแล้วจึงเปิด log file เพื่อตรวจสอบว่ามีการรับ-ส่งไฟล์อะไรจากไหนไปไหนบ้างหรือไม่ ก็พบว่าเป็นอย่างที่คาดไว้ คือมีการรับ-ส่งไฟล์ .zip จำนวนมาก ระหว่าง IP 192.168.10.2 ซึ่งเป็น IP ภายในกับ IP นอกระบบ LAN จำนวนหลายสิบ IP กิน bandwidth ประมาณร้อยละเจ็ดสิบ ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นเมื่อสามวันก่อน นี่คือต้นเหตุที่ทำให้การสื่อสารอืดลงไปทั้งระบบ

“192.168.10.2 นี่คือใครครับ” ผมหันไปถามใจทิพย์ด้วยเสียงแหบแห้งจนตัวเองแปลกใจ คราวหล่อนนี้ตอบได้โดยไม่ต้องดูในบันทึก

“file server ค่ะ”

“ดูเหมือนว่า…” คำพูดของผมหายไปเฉยๆ จนต้องกลืนน้ำลายแล้วกระแอมก่อนจะพูดต่อไปว่า “file server ของคุณได้กลายเป็นแหล่งเผยแพร่ซอฟท์แวร์เถื่อนไปแล้วนะครับ”

 

เหยื่อ: 13:20 น.

หลังอาหารกลางวันใจทิพย์ก็ลบไฟล์แปลกปลอมออกจาก file server ได้หมด ได้รับที่ว่างกลับคืนมาประมาณ 50GB หล่อนทดลองคลายบางไฟล์ดูก็พบว่าทำไม่ได้ เพราะทุกไฟล์ต้องใส่รหัสผ่าน ไฟล์เหล่านี้ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในโฟลเดอร์ที่ถูกปลอมแปลงให้มีหน้าตาเหมือนโฟลเดอร์ของระบบ

“แฮกเกอร์มืดเข้ามาสร้างโฟลเดอร์พวกนี้ได้ยังไงคะ ทั้งๆ ที่ file server มี firewall และระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดี” ใจทิพย์ถามขณะหย่อนตัวลงข้างๆ ผมในห้องชงกาแฟ

“เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ หลังจากแฮกเกอร์มืดเจาะระบบเข้ามาได้ มันตรวจดูรหัสผ่านของพรหมาที่ใช้ในการส่งอีเมล ซึ่งทำได้ง่ายที่สุด โชคร้ายที่พรหมาใช้รหัสผ่านนี้กับทุกอย่าง รวมทั้งการล็อกอินเข้า file server ด้วย แฮกเกอร์มืดจึงสามารถเข้าถึง file server ได้โดยผ่าน user account ของพรหมา”

“แล้วเราควรจะทำอะไรต่อไปดีค่ะ”

“ผมได้ยกเลิกโปรแกรม FTP server และกำจัดโทรจันในเครื่องพรหมาแล้ว สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำต่อไปคือป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกโดยหาต้นเหตุที่ทำให้พรหมาได้รับโทรจัน”

“หาต้นเหตุโดยการทำยังไงคะ”

“เราต้องไปคุยกับพรหมาอีกรอบ”

ครู่ต่อมาผมก็พบว่าตนเองกำลังนั่งสอบปากคำพรหมาอยู่ในคอกของเขา

“กรุณานึกหน่อยเถอะครับว่าเมื่อสามวันก่อนได้เข้าเว็บไซต์แปลๆ หรือเปิดอีเมลแปลๆ อีกไรบ้างไหม” ผมบอกชายหนุ่ม

“ผมก็พยายามคิดแล้ว แต่นึกไม่ออก” เขาส่ายศีรษะ

“ยูไนเต็ดเตะกับอีซีมิลานเมื่อวานนี้สนุกดีนะครับ” ผมเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความตึงเครียดพลางมองภาพนักเตะในโปสเตอร์

“ใช่แล้ว” พรหมาจ้องหน้าผม “สามวันก่อนผมเห็นอีเมลบอกว่ามีวิดีโอหลุดๆ ของโรนัลโด ลองกดลิงค์เข้าไปแต่ไม่เจอวิดีโอ หลังจากนั้นเครือข่ายก็เริ่มช้า…”

“คุณช่วยผมได้มากจริงๆ” ผมตอบยิ้มๆ รู้ทันทีว่าข้อมูลนี้จะประหยัดเวลาการแกะรอยได้หลายชั่วโมง

 

ปิดคดี: 15:20 น.

“ทุกอย่างกลับสู่สภาพปรกติแล้วค่ะ” ใจทิพย์รายงาน เมื่อเรานั่งกันอยู่ในห้องทำงานของชูจิตในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา

“ขอบคุณมากครับอาจารย์” ชูจิตพูดอย่างอารมณ์ดี ดูท่าการประชุมกับสวีเดนจะไปได้สวย

“มีทางเป็นไปได้มั๊ยค่ะที่เราจะโดนโจมตีจากแฮกเกอร์อีก” หญิงสาวถาม

“แฮกเกอร์มืดครับ เป็นไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีวิธีไหนที่จะป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ” ผมตอบตามตรง

“วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคืออะไรครับ เราควรห้ามพนักงานเปิดวีดิโอหรือโหลดบิตไหม” ชูจิตถาม

“ไม่ประโยชน์ที่จะทำแบบนั้นหรอกครับ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ patch ซอฟท์แวร์บ่อยๆ ทั้งด้าน server และ client ดูให้แน่ว่า firewall ถูกตั้งค่าไว้อย่างเหมาะสมในทุกๆ เครื่อง สแกนพอร์ตต่างๆ ถ้าพอร์ตไหนไม่ได้ใช้ให้ปิดไปให้หมด”

หลังจากคุยสัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่งผมก็ลากลับ ใจทิพย์เดินมาส่งที่หน้าลิฟต์ ประโยคสุดท้ายที่ผมกล่าวกับหล่อนคือ

“อย่าลืม sniff บ่อยๆ และหวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีกนะครับ” ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังปิด ผมเห็นใจทิพย์ทำหน้าฉงน แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นอมยิ้ม

หมายเหตุ: ชื่อตัวละคร IP address ชื่อสถานที่ ภาพที่จับจากหน้าจอ เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นในทางนิยายทั้งหมด หากมีสิ่งใดตรงกับสิ่งที่มีอยู่จริงข้อให้ทราบว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ผู้เขียนไม่มีเจตนาพาดพิงหรือหมิ่นประมาทผู้ใดทั้งสิ้น

น้อมรำลึกถึงพระพี่นางฯ

ร่วมไว้ทุกข์กับคนไทยทั้งชาติ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ เมืองเอดินเบอระ แคว้นสก็อตแลนด์ สิ้นพระชนม์ 2 มกราคม พ.ศ. 2551 ณ กรุงเทพมหานคร สิริพระชันษา 84 ปี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช